ลักษณะดอกยี่โถ

  พรรณไม้ที่กล่าวถึงในวรรณคดีไทยส่วนใหญ่เป็นไม้พื้นเมืองของไทยที่พบขึ้นตามธรรมชาติในสภาพภูมิประเทศต่างๆ กันพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นเดิมอยู่ต่างประเทศบางชนิดเข้ามาเนิ่นนาน จนปรับตัวกลมกลืนกับไม้พื้นเมือง แพร่กระจายขยายพันธุ์ไปจนทั่วถิ่นทำให้เข้าใจกันว่าเป็นไม้พื้นเมือง เช่น พุทธชาด รัก และบานเย็น ไม้ประดับบางชนิดซึ่งปัจจุบันนิยมปลูกกันทั่วไป จนเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศแน่นอน แต่มักไม่ทราบว่า เข้ามาปลูกและเจริญงอกงามในเมืองไทยได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด คนส่วนใหญ่มักคิดว่าพันธุ์ไม้เหล่านั้นเพิ่งจะถูกนำมาปลูกในเมืองไทยเมื่อความนิยมไม้ประดับและจัดสวนเฟื่องฟูเร็วๆ นี้ก็ได้ เมื่อปรากฏชื่อพรรณไม้ต่างถิ่นเหล่านั้นในวรรณคดี จึงทำให้ประวัติของไม้ประดับแต่ละชนิดนั้นกระจ่างขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เช่น เบญจมาศมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ พุทธรักษามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่นเดียวกับดาหลา หรือกาหลา ซึ่งเป็นไม้ตัดดอกในปัจจุบัน

ลักษณะทั่วไปของดอก

  เป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 20 ฟุต เปลือกของลำต้นมีสีเทาเรียบ เมื่อตัดหรือเด็ดจะมีน้ำยางไหลออกมา ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปร่างรี ปลายและโคนใบแหลม ยาว ๑๕-๑๗ cm. กว้าง ๑.๗-๒.๐ cm. ขอบใบเรียบไม่มีจัก หนาแข็ง มีสีเขียวเข้ม ก้านใบสั้น ออกตามข้อของลำต้น ดอกมีสีชมพู ขาว ออกตามปลายของยอดลำต้นเป็นกระจุกหรือช่อ รูปร่างคล้ายกรวยหรือปากแตร เวลาบานกลีบจะมีกลิ่นหอม ดอกยี่โถสามารถออกดอกได้ทั้งปี ผลเกิดเมื่อดอกมีการผสมเกสรและร่วงหลุดไป จะเกิดผลเป็นฝัก 2 ฝัก ต่อ 1 ดอกยี่โถ 1 ดอก เมล็ดลักษณะคล้ายเส้นไหม

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตามข้อรอบลำต้น จุดละ  ๓-๔ ใบ ใบรูปรีแกมขอบขนาน คล้ายใบหอก ปลายและ โคนใบแหลม ยาวราว ๑๕-๑๗ เซนติเมตร กว้าง ๑.๗-๒.๐ เซนติเมตร ขอบใบเรียบไม่มีจัก เนื้อใบหนาแข็ง เขียวเข้ม ก้านใบสั้น

ดอก ออกตามปลายยอด ปลายกิ่ง ออกเป็นช่อ หรือเป็นกระจุก ราว ๒๐-๕๐ ดอก เส้นผ่าศูนย์กลางดอก ราว ๔-๕ เซนติเมตร มีทั้งดอกซ้อนและดอกชั้นเดียว (ดอกลา) ดอกที่มีกลีบชั้นเดียวจะมีกลีบดอก ๕ กลีบ ลักษณะดอกจะเป็นรูปกรวยหรือปากแตร กลีบดอกบาน ออกจากกัน กลีบดอกมีสีชมพูและขาว มีกลิ่นหอม ชนิดดอกซ้อนสีชมพูจะดอกโตและกลิ่นหอมกว่าดอกกลีบชั้นเดียวหรือดอกสีขาว ยี่โถออกดอกได้ทั้งปี

ผล เมื่อดอกผสมเกสรและร่วงไปแล้วจะติดผลเป็นรูปฝักยาว ดอกละ ๒ ฝัก เมื่อแก่เปลือกแข็งจะแตกออก เมล็ดที่มีอยู่ภายในจำนวนมาก จะมีขนคล้ายเส้นไหมติดอยู่ทำให้ลอยลมไปได้ไกลๆ

การปลูกยี่โถ สามารถปลูกได้ทุกที่เนื่องจากขึ้นได้ในสภาพดินทุกชนิดได้ดี โดยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง หรือการปักชำกิ่ง

ประโยชน์ของยี่โถ
ในด้านสมุนไพรนั้น เนื่องจากน้ำยางของยี่โถตามส่วนต่างๆ ของลำต้นเป็นพิษต่อสัตว์และมนุษย์ จึงนำมาใช้ประโยชน์ทางยาได้จำกัดมาก มีรายงานว่าแพทย์แผนไทยนำใบยี่โถมาปรุงเป็นยาบำรุงหัวใจ ขับชีพจรให้เดินเป็นปกติ แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมีรายงานว่าผู้ที่กินใบยี่โถเข้าไปจะเกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตาพร่า มองไม่ชัด เพ้อคลั่ง หัวใจเต้นอ่อน ความดันเลือดลดลง อาจเสียชีวิตได้ ในอินเดีย สัตว์ เช่น วัว ควาย แพะ ม้า แกะ ที่กินใบยี่โถแล้ว เป็นพิษถึงตาย คนกินเนื้อย่างที่เสียบด้วยไม้ยี่โถก็เป็นพิษถึงหมดสติ แม้แต่น้ำผึ้งจากดอกยี่โถก็ยังเป็นพิษด้วย ใบยี่โถใช้เป็นยาเบื่อหนู และยาฆ่าแมลงได้

ปัจจุบันคนไทยรู้จักยี่โถในฐานะไม้ดอกไม้ประดับที่ได้ รับความนิยมอย่างแพร่หลายชนิดหนึ่ง ทั้งนี้เพราะมีการนำยี่โถชนิดใหม่เข้ามาอีกคือชนิด Nerium oleander Linn. ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่มีดอกสีงดงามกว่าเดิม ดอกดก โดยเฉพาะดอกกลีบชั้นเดียว แต่ดอกไม้มีกลิ่นหอม

เนื่องจากยี่โถปลูกง่าย ทนทาน ทั้งสภาพดินทราย ดินเค็ม ความแห้งแล้ง โรคแมลงไม่รบกวน มีดอกเป็นช่อขนาดใหญ่งดงามตลอดปี ขนาดต้นไม่ใหญ่เกินไปจึงปลูกได้หลายสถานที่ แม้จะมีพื้นที่น้อยก็ปลูกได้ ยี่โถสมัยใหม่ได้รับการปรับปรุงให้มีสีสันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงยังคงได้รับความนิยมตลอดมา

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ดอก ผล ใบ

ผล ขับปัสสาวะ

ดอก แก้อักเสบ แก้ปวดศีรษะ

ใบ ใช้เป็นยารักษาโรคหัวใจ (มีความเป็นพิษสูงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง)

นอกจากนี้ยังใช้เป็นยาฆ่าแมลง และยาเบื่อหนูได้