ต้นขานาง (ต้นสาลกัลยาณี)

ดาวน์โหลด (9)ต้นขานาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Alstonia macrohpylla Wall.” วงศ์ Homalium tomentosum Benth. ในภาษาบาลีเรียกว่า “ต้นสาลกัลยาณี” มีชื่อพื้นเมืองที่เรียกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นของไทย คือ ขานาง (ภาคกลาง, เชียงใหม่, จันทบุรี), ขางนาง คะนาง (ภาคกลาง), ค่านางโคด (ระยอง), ช้างเผือกหลวง (เชียงใหม่), แซพลู้ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ปะหง่าง (ราชบุรี), เปลือย (กาญจนบุรี), เปื๋อยคะนาง เปื๋อยนาง (อุตรดิตถ์),เปื๋อยค่างไห้ (ลำปาง), ลิงง้อ (นครราชสีมา) เป็นต้น ต้นขานาง เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 15-30เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีขาวนวล เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลนุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ กว้าง 5-13 ซม. ยาว 10-20 ซม. ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบและปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อน ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ผลเล็ก มีฐานดอกขยายคล้ายปีกติดที่ขั้วผล

ขานางเป็นพันธุ์ไม้ป่าเบญจพรรณชื้น พบมากในจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดราชบุรี ชอบขึ้นบริเวณดินที่มีหินปูนปนอยู่มาก ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-350 เมตร น้ำและความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

ประโยชน์ อาทิ ลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง แข็ง และเหนียว ใช้ทำเครื่องเรือน เสา และด้ามเครื่องมือทำการเกษตร คนสมัยก่อนใช้รากต้น “ขานาง” ไปต้มทำเป็นยาสมานแผล ด้วยความสวยของต้นที่เปลาตรง ช่อดอกที่สวยงาม เรือนยอดแผ่กว้างให้ร่มเงา จึงเหมาะปลูกเป็นไม้ประดับตามแนวทางเดิน สวนหย่อม   ปัจจุบัน ต้นขานางเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดกาญจนบุรี

คุณนายตื่นสาย

untitled63คุณนายตื่นสายมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Portulace grandiflora   อยู่ในวงศ์ : Portulacaceae  ชื่อสามัญ : Portulaca  ชื่ออื่น ๆ : Rosemoss, คุณนายตื่นสาย, แพรเซี่ยงไฮ้ ชื่อพื้นเมือง : ผักตาโค้ง (นครราชสีมา) ผักเบี้ยดอกเหลือง (กลาง) ผักเบี้ยใหญ่ (กลาง) และ ผักอีหลู (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน)

คุณนายตื่นสาย เป็นพืชล้มลุก อวบน้ำ ในวงศ์ผักเบี้ย มีประมาณ 40 สายพันธุ์ สามารถสูงได้ถึง 40 ซม.มีการกระจายพันธุ์ในโลกเก่าตั้งแต่แอฟริกาเหนือถึงตะวันออกกลางและอนุทวีปอินเดียถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสตราเลเซีย  ลักษณะทางพฤษศาสตร์  คุณนายตื่นสายเป็นไม้คลุมดิน ลำต้นอวบน้ำสีม่วงแดง แผ่ทอดเลื้อยไปตามผิวดิน ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปไข่กลับแกมรูปรี กว้าง 1-2 เซนติเมตร ยาว 2-3 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบอวบน้ำ ผิวใบด้านบนสีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้ม บางพันธุ์มีขอบใบขลิบสีแดง ดอกสีขาว ชมพู แดง เหลือง ส้ม ออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบดอกชั้นเดียว บอบบาง ขอบกลีบดอกหยักเป็นคลื่น บานเมื่อได้รับแสงแดดตอนเช้า ดอกบานเต็มที่กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ผลแห้งแตก มีเมล็ดจำนวนมาก  การขยายพันธุ์  สามารถขยายพันธุ์ด้วยการการเพาะเมล็ด

การปลูกและการดูแลรักษา  คุณนายตื่นสายนั้นเหมาะที่จะปลูกในที่ ๆ มีอากาศร้อน และแห้งแล้ง ค่ะ ดังนั้นจึงเป็นพืชที่นิยมปลูกกันกลางแจ้ง ปกติคุณนายตื่นสายชอบดินทรายหรือดินปนทราย ไม่ชอบแฉะ จึงทนแล้งได้ดีกว่าแฉะ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมดิน ที่มีการระบายน้ำได้ดี ระยะเวลาจากเพาะเมล็ดจนให้ดอกประมาณ 6-8 สัปดาห์

 

15

ดอกเหลืองจันทบูรเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี เหลืองจันทบูรนั้นเป็นกล้วยไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ ชนิดหนึ่ง ออกดอกในช่วง เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ดอกเหลืองจันทบูรเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี แหล่งกำเนิดอยู่ที่เทือกเขาคิชฌกูฏและเทือกเขาสอยดาว ลำลูกกล้วยยาว ต้นแก่เป็นสีเหลือง โดยออกดอกตามข้อ มีสองพันธุ์คือพันธุ์ที่ดอกเหลืองล้วน เมื่อแก่สีเข้มเหมือนสีจำปา กับพันธุ์ที่มีแต้มสีม่วงแดง

เหลืองจันทบูรเป็นกล้วยไม้ที่มีการเจริญแบบแตกกอ ซึ่งลำต้นจริง ของกล้วยไม้ จะแนบอยู่กับพื้นผิว ที่เกาะหรือเครื่องปลูก มีข้อและปล้อง แต่ละข้อ ปล้อง จะมีตาเพื่อเกิดเป็นหน่อใหม่ แต่ละหน่อก็จะทำให้เกิด เป็นลำลูกกล้วย ขึ้นมา ที่ลำลูกกล้วยนี้จะมีใบ ลำลูกกล้วยที่เจริญเติบโตเต็มที่ สายพันธุ์เหลืองจันทบูรชนิดมีแต้ม Dendrobium friedericksianum Rchb.f. var. oculatum แล้วจะแทงหน่อ ออกมาอีกตรงตา ที่อยู่โคนลำ เกิดเป็นหน่อใหม่ เช่นนี้เรื่อย ไปจนเป็นกอขนาดใหญ่

ชื่อดอกไม้ : ดอกเหลืองจันทบูร

ชื่อสามัญ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dendrodium friedericksianum Rchb. f.

วงศ์ : ORCHIDACEAE

ชื่ออื่น : หวายเหลืองจันทบูร

ลักษณะทั่วไปของดอกเหลืองจันทบูร

เป็นกล้วยไม้ที่มีลำลูกกล้วยลักษณะเป็นโคนเล็กแล้วค่อยโป่งไปทางตอนปลายขนาดลำยาวมาก บางต้นยาวถึง 75 เซนติเมตร เมื่อลำแก่จะเป็นสีเหลืองโดยด้านข้างของลำจะมีใบอยู่ทั้งสองข้าง ออกดอกในเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ช่อดอกออกตามข้อของลำ ออกดอกเป็นช่อๆ ละ 2–4 ดอก กลีบดอกเป็นมัน รอบแรกดอกจะเป็นสีเหลืองอ่อนแล้วจะค่อยๆ เข้มขึ้นจนเป็นสีจำปา ปากสีเข้มกว่ากลีบ ในคอมีสีแต้มเป็นสีเลือดหมู 2 แต้ม ขนาดดอกโตประมาณ 5 เซนติเมตร

การขยายพันธุ์ : แยกลำ

สภาพที่เหมาะสม : เป็นกล้วยไม้รากอากาศ ชอบอากาศชื้น

ถิ่นกำเนิด : อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออก

ก๋าว

84

ทองกวาวเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ลำพูน, อำนาจเจริญ, อุดรธานี

ชื่ออื่นๆ: ทองกวาว, จอมทอง (ภาคใต้), จ้า (เขมร), ทองธรรมชาติ ทองพรหมชาติ ทองต้น (ภาคกลาง) จาน (อีสาน)

ชื่อภาษาอังกฤษ: Bastard Teak, Bengal Kino, Flame of the Forest

ชื่อวิทยาศาสตร์: Butea monosperma Kuntze.

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 12-18 เมตร เปลือกต้นเป็นปุ่มปม กิ่งอ่อนมีขนละเอียดสีน้ำตาลหนา การแตกกิ่งก้านไปในทิศทางที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับใบย่อยที่ปลายรูปไข่ กลีบแกมสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ใบย่อยด้านข้างเป็นรูปไม่เบี้ยว กว้าง 8-15 เซนติเมตร ยาว 9-17 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ

ดอกออกเป็นช่อคล้ายดอกทองหลาง สีแดงส้ม มีความยาว 6-15 เซนติเมตร มีดอกย่อยเกาะเป็นกลุ่ม เวลาบานมี 5 กลีบ ผลมีลักษณะเป็นฝักสีน้ำตาลอ่อน แบน โค้งงอเล็กน้อย ไม่แตก ด้านบนหนาแตกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดขนาดเล็กอยู่ภายใน 1 เมล็ด ฝักยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร

การขยายพันธ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

ช่วงที่ออกดอก : ออกดอกเกือบตลอดปี จะออกดอกดกที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

การปลูก: นิยมปลูกลงในแปลงปลูก เพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 50x50x 50 เซนติเมตรใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วนอัตรา 1:2 ผสมดินถ้าปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านหรืออาคารควรให้มีระยะห่างที่เหมาะสมเพราะทองกวาวเป็นไม้ที่มีทรงพุ่มใหญ่พอสมควร

การดูแล: ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง ชอบดินร่วนซุย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2:3 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 3-5 ครั้ง ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนต่อโรคพอสมควร

ประโยชน์

ดอก : ต้มดื่มเป็นยาแก้ปวด ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ

ฝัก : ต้มเอาน้ำเป็นยาขับพยาธิ

ยาง : แก้ท้องร่วง

เปลือก : มีงานวิจัยพบว่า สารสกัดจากเปลือก ช่วยเพิ่มขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น แต่จะลดจำนวนอสุจิ

เมล็ด : บดผสมมะนาว ทาบริเวณผื่นคัน

ใบ : ต้มกับน้ำ แก้ปวด ขับพยาธิ ท้องขึ้น ริดสีดวงทวาร

ราก : ต้มรักษาโรคประสาท บำรุงธาตุ

ดอกพะยอม

4

ดอกพะยอมเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์, พัทลุง พะยอมนั้นเป็นไม้ยืนต้นประเภทพืชใบเลี้ยงคู่ชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae และสามารถพบได้ในกัมพูชา, อินเดีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ไทย, และ เวียดนาม มีลักษณะใบที่เรียงสลับกัน ดอกมีสีขาว กลิ่นหอม นิยมนำเนื้อไม้ไปใช้ในการก่อสร้าง ลักษณะคล้ายกับต้นตะเคียน

ชื่อดอกไม้ : ดอกพะยอม

ชื่อสามัญ : Shorea white Meranti

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Shorea talura Roxb.

วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE

ชื่ออื่น : กะยอม (เชียงใหม่), ขะยอม (ลาว), ขะยอมดง พะยอมดง (ภาคเหนือ), แคน (ลาว), เชียง เซี่ยว (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), พะยอม (ภาคกลาง), พะยอมทอง (สุราษฎร์ธานี, ปราจีนบุรี), ยางหยวก (น่าน)

ลักษณะทั่วไป

พะยอมเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15–20 เมตร ทรงพุ่มกลม ผิวเปลือกสีน้ำหรือเทา เนื้อไม้มีสีเหลืองแข็ง ลำต้นแตกเป็นร่องตามยาวมีสะเก็ดหนา ใบเป็นรูปมนรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบมน ขอบใบเรียบ ด้านหลังใบมีเส้นใบชัด ดอกออกเป็นช่อ ใหญ่ส่วนยอดของต้น ดอกมีกลีบ 3 กลีบ โคนกลีบดอกติดกับก้านดอกมีลักษณะกลม กลีบดอกเรียบโค้งเล็กน้อย มีสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม

การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด

สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง สามารถปรับเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีมาก

ถิ่นกำเนิด : พบตามป่าผลัดใบ และป่าดิบ เป็นไม้พื้นเมืองของเอเชีย ไทย, พม่า, มาเลเซีย

ประโยชน์ : เนื้อไม้ไปใช้ในการก่อสร้าง เช่น ใช้ทำหมอนรองรางรถไฟ พื้น เป็นต้น

มีสรรพคุณทางยา

- เปลือกต้น รสฝาด ต้มดื่มแก้ท้องร่วง แก้ลำไส้อักเสบ ฝนทาสมานบาดแผล ชำระแผลทุบใส่น้ำตาลสดกันบูด

- ดอก รสหอมสุขุม ปรุงเป็นยาแก้ลม บำรุงหัวใจ ลดไข้ และดอกสามารถนำมาประกอบอาหารได้

ดอกกาญจนิกา

89

ดอกกาญจนิกาดอกไม้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี

กรรณิการ์ เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้จากตอนเหนือของปากีสถานและเนปาลไปทางใต้ถึงตอนเหนือของอินเดียและตะวันออกเฉียงใต้ของไทย

กรรณิการ์ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้หลายชนิด ก้านดอกสามารถนำมาทำเป็นสีย้อมผ้าจีวรพระ หรือสีทำขนม มีชื่อพื้นเมืองอื่นๆ คือ กณิการ์ กรณิการ์

ชื่อดอกไม้ : ดอกกาญจนิกา

ชื่อสามัญ : Night Flower Jasmin

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctathes arbotristis

วงศ์ : -

ชื่ออื่น : ลั่นทมแขก แคเขา หรือสะเดาดง

ลักษณะทั่วไป

เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี มีชื่อพื้นเมืองว่า ลั่นทมแขก แคเขา หรือสะเดาดง เป็นสกุลพันธุ์ไม้พื้นเมืองของไทย มีเขตกระจายพันธุ์จำกัดอยู่เฉพาะบนเขาหินปูนในประเทศไทยเท่านั้น เป็นไม้ขนาดเล็ก-กลาง สูง ๕ – ๑๕ เมตร แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกจำนวนมา ดอกมีสีขาว ๖ กลีบ กลีบดอกจะบิดเวียนไปทางขวาคล้านกังหัน ปลายกลีบเหมือนหางปลา วงในดอกเป็นสีแดงสด หลอดดอกสีแดง เกสรเป็นเส้นเล็กละเอียดซ้อนอยู่ในหลอดดอก มีกลิ่นหอมบานกล่งคืนออกดอกตลอดปี ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ สลับกันไปตามข้อของต้น สีเขียวมีขนอ่อนๆ ออกดอกเป็นช่อ ตามส่วนยอดและโคนก้านใบ แต่ละช่อมีดอกประมาณ 5-8 ดอก ดอกสีขาวมี 6 กลีบ กลีบดอกจะบิดเวียนไปทางขวางคล้ายกังหัน ปลายกลีบเหมือนหางปลา วงในดอกเป็นสีแดงแสด หลอดดอกสีแง เกสรเป็นเส้นเล็กละเอียดซ้อนอยู่ในหลอดดอก มีกลิ่นหอม บานกลางคืน ออกดอกตลอดปี

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ

สภาพที่เหมาะสม : ดินร่วนซุยระบายน้ำได้ดี ความชื้นปานกลาง แสงแดดจัด

ถิ่นกำเนิด : ประเทศอินเดีย

พลับพลึงแดง

25

ชื่อวิทยาศาสตร์:  Crinum asiaticun Linn.

ชื่อวงศ์:  Amarylidaceae

ชื่อสามัญ:  Crinum Lily, Veldlily

ชื่อพื้นเมือง:  ลิลัว พลับพลึงแดง

ลักษณะทั่วไป:

ต้น  เป็นพืชล้มลุกหลายฤดู มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวกลม ส่วนที่โผล่พ้นดินเป็นกายใบอัดกันแน่น

ใบ  เป็นใบเดี่ยว  เรียงซ้อนเป็นวงกว้าง 7-15 ซม. ยาว 1 เมตร ปลายใบแหลม  แผ่นใบอวบหนา  มีหน่อจำนวนมากขึ้นรวมกันเป็นกอ แผ่นใบเป็นมันเรียบ ลักษณะแคบ เรียวยาว เรียงเวียนรอบ แกนลำต้น ออกดอกเป็นช่อ มีก้านช่อดอกยาว

ดอก  ช่อดอกขนาดใหญ่  ลักษณะคล้ายปากแตร ผลค่อนข้างกลม มีสีขาวหรือม่วงแดง  ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง  มีดอกย่อยจำนวนมาก 10-30 ดอก ก้านช่อดอกอวบใหญ่ กลีบดอกตอนโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 7-10 ซม. ปลายแยกเป็น 6 กลีบแคบๆ กว้าง 1 ซม. ยาว 7 ซม.  ดอกทยอยบาน มีกลิ่นหอม พลับพลึงดอกสีแดงจะมีช่อดอกและดอกใหญ่กว่าพลับพลึงดอกสีขาว

ฝัก/ผล  ค่อนข้างกลม

การปลูก:  นิยมปลูกกันตามร่องสวนในภาคกลางทั่วไป

การดูแลรักษา:  ชอบขึ้นในดินที่ชื้นสามารถทนอยู่ในดินแฉะที่ไม่ค่อยระบายน้ำหรือในบริเวณที่แห้งแล้งในบางช่วงได้

การขยายพันธุ์:  เพาะเมล็ด แยกหน่อ

ส่วนที่มีกลิ่นหอม:  ดอก กลิ่นหอม

การใช้ประโยชน์:

-    ไม้ประดับ

-    ต้นที่มีขนาดใหญ่ใช้ในการแกะสลักเพื่อตกแต่งในงานพิธีต่างๆ

-    สมุนไพร

ถิ่นกำเนิด:  ทวีปเอเซีย

สรรพคุณทางยา:

-    หัว  ใช้ต้เอาน้ำรับประทานทำให้อาเจียนเป็นเสมหะ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง เป็นยาระบาย รักษาโรคเกี่ยวกับ น้ำดี โรคเกี่ยวกับปัสสาวะ

-    ใบ  ใช้ลนไฟพอนิ่ม พัแก้เคล็ดบวม แพลง ขัดยอก ใช้ตำปิดศรีษะ แก้ปวดศีรษะ ลด    อาการไข้ ใช้ต้มดื่มทำให้อาเจียน

-    ราก  ใช้ตำพอกแผล ใช้เคี้ยวกลืนแต่น้ำทำให้อาเจียน ใช้รักษาพิษยางน่อง

-    เมล็ด  ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน เป็นยาระบาย เป็นยาบำรุง

จำปีช้าง

4

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ฯ แถลงข่าวเปิดตัว “จำปีช้าง” พืชชนิดใหม่ของโลกที่หายาก เร่งขยายพันธุ์และหาวิธีเพาะเมล็ด พร้อมส่งเสริมประชาชนปลูกเป็นไม้ประดับ เตรียมวิจัยสาระสำคัญที่เปลือกเมล็ดและการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) คลองห้า จ.ปทุมธานี แถลงข่าวการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทยพร้อมเปิดตัว “จำปีช้าง” พันธุ์ไม้หายากในวงศ์จำปา เมื่อวันที่ 17 มี.ค.51 ด้านนักวิจัยขยายพันธุ์ได้แล้วด้วยวิธีทาบกิ่ง แต่เดินหน้าเร่งหาวิธีเพาะเมล็ด กระตุ้นกระตุ้นการออกดอก ทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเป็นไม้ประดับเพื่อร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์ไม้หายาก

ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ วว. เปิดเผยว่า เมื่อปี พ.ศ. 2541 เขาและคณะในโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมพืชในวงศ์ไม้จำปา ได้ออกสำรวจพื้นที่ป่าบริเวณ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และได้พบกับต้น “จำปีช้าง” ขนาดใหญ่ราว 3 คนโอบ สูงราว 30-35 เมตร จำนวน 2 ต้น ที่ระดับความสูง 1,200 เมตร ซึ่งมีลักษณะเดียวกับตัวอย่างแห้งของพันธุ์ไม้วงศ์จำปาที่เก็บรักษาอยู่ในหอพรรณไม้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่เก็บไว้โดย ศ.ดร.เต็ม สมิตินันทน์ ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย.33 และยังได้รับการยืนยันจากคนในพื้นที่ว่าเป็นต้นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี หลังจากที่คณะนักวิจัยได้เดินทางไปสำรวจ เก็บตัวอย่าง และศึกษาต้นจำปีดังกล่าวอย่างละเอียด พบว่าจำปีชนิดนี้ต่างไปจากจำปีชนิดอื่นที่มีอยู่ในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง และยังไม่เคยมีการตีพิมพ์หรือรายงานในหนังสือชื่อพันธุ์ไม้แห่งประเทศไทย

พวกเขาจึงได้ส่งตัวอย่างแห้งที่สมบูรณ์ไปตรวจสอบที่หอพรรณไม้ประเทศจีนพบว่าจำปีช้างนี้ต่างไปจากจำปีที่มีอยู่ทั้งหมดในประเทศจีน และส่งไปให้ ศ.ดร.ฮัน พี นูตีบูม ผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณไม้ในวงศ์จำปา หอพรรณไม้ไลเดน ประเทศเนเธอแลนด์ ตรวจสอบอย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง ก็ได้รับการยืนยันว่าไม่เหมือนจำปีชนิดอื่นๆ

ผลกลมรียาว 5-7.5 เซนติเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในพวกจำปีจำปา จึงเป็นลักษณะเด่นและเป็นที่มาของชื่อ “จำปีช้าง” และมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง มีกลิ่นคล้ายตะไคร้ แต่กลิ่นแรงและฉุนกว่า

“ปัจจุบันพบจำปีช้างในป่าธรรมชาติเพียงไม่กี่ต้นในจังหวัดเชียงใหม่ เลย และน่าน คาดว่าไม่ถึง 10 ต้นด้วยซ้ำ และบริเวณใต้ต้นแม่ก็ไม่พบต้นกล้าหรือต้นขนาดเล็กของจำปีช้าง แสดงว้าไม่มีการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติมานานกว่า 50 ปีแล้ว” ดร.ปิยะแจง

จากการตรวจสอบเมล็ดของจำปีช้าง นักวิจัยพบว่า เมล็ดแก่จะสร้างสารเคมีที่มีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นตะไคร้ ซึ่งเป็นตัวล่อแมลง โดยเฉพาะหนอนผีเสื้อให้มากัดกินเมล็ด ทำให้เมล็ดถูกทำลายจนไม่สามารถงอกได้ตามธรรมชาติ

แต่ในที่สุดนักวิจัยสามารถขยายพันธุ์จำปีช้างได้ด้วยการทาบกิ่งโดยใช้จำปาเป็นต้นตอ และได้นำไปปลูกทดสอบในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว ก็พบว่าเจริญเติบโตได้ดี เช่น นครสวรรค์ กาญจนบุรี พิษณุโลก นครศรีธรรมชาติ สงขลา พังงา และกระบี่ เป็นต้น ยกเว้นในที่ที่มีน้ำเฉอะแฉะจะไม่สามารถปลูกได้

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น วว. ได้เร่งขยายพันธุ์จำปีช้างด้วยวิธีทาบกิ่ง และส่งเสริมเกษตรกรและประชาชนทั่วไปปลูกเป็นไม้ประดับเพื่ออนุรักษ์ไว้ และได้ปลูกไว้ที่ วว. คลองห้า จำนวน 2 ต้น อายุได้ 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกดอก เนื่องจากไม่ได้อยู่ในสภาพธรรมชาติที่มีอากาศเย็นเหมือนถิ่นกำเนิดเดิม จึงต้องหาวิธีกระตุ้นให้ออกดอก ซึ่งขณะนี้กำลังทดลองใช้ฮอร์โมนกระตุ้น รวมทั้งกำลังดำเนินการวิจัยเพื่อหาวิธีเพาะเมล็ดของจำปีช้าง ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ และสารเคมีที่สร้างขึ้นในเยื่อหุ้มเมล็ด

ดองดึง

30

ชื่อที่เรียก ดองดึง

ชื่อสามัญ Gloriosa, Glory, Climbing lily

ชื่อวิทยาศาสตร์ Gloriosa superba.

ชื่อวงศ์ LILIACEAE

ชื่ออื่นๆ ก้ามปู (ชัยนาท); คมขวาน, บ้องขวาน, หัวขวาน (ชลบุรี); ดาวดึงส์, ว่านก้ามปู (ภาคกลาง); พันมหา (นครราชสีมา); มะขาโก้ง (ภาคเหนือ); หมอยหีย่า (อุดรธานี)

ลักษณะ

ต้น ดองดึงเป็นพรรณไม้ที่มีหัวอยู่ใต้ดิน และมีลำต้นหรือเถาเลื้อยเกาะต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้ ๆและสามารถเลื้อยเกาะต้นไม้อื่นได้สูงประมาณ 3 เมตร ส่วนหัวที่อยู่ใต้ดินมีลักษณะเด่นอย่างหนึ่งคือ บริเวณส่วนปลายของหัวจะมีจุดเจรญสำหรับต้นใหม่ ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังอย่าให้ปลายของหัวหรือเหง้าหัก เพราะจะทำให้ต้นเสียหายและจะไม่งอกต่อไปได้

ใบ ลักษณะของใบคล้ายรูปหสก ตรงปลายใบจะมีขอเกาะหรือหนวดสำหรับเกี่ยวพันกับต้นไม้อื่น ตัวใบมีสีเขียวเข้ม เป็นมัน ขอบใบไม่มีจัก ใบเรียบ

ดอก ลักษณะของดอกจะเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกจะแยกออกจากกันขอบของกลีบดอกบิดเป็นเกลียว มีเกสรแยกออกจากโคนกลีบดอกด้านนอกดอกหนึ่งจะมีเกสรประมาณ 6-7 อัน สีของดอกจะมี 2 สี คือสีเหลืองและสีแดงสดปริมาณสีทั้งสองของดอกจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุของการบานของแต่ละดอก ยิ่งดอกบานนานก็ยิ่งมีสีแดงมากขึ้นกว่าดอกตูมหรือดอกที่เพิ่งบาน

ประโยชน์

ปัจจุบันดองดึง จัดว่าเป็นพืชสมุนไพรที่มีแนวโน้มที่จะใช้ในทางการแพทย์ ทางด้านปศุสัตว์และทางด้านการเกษตรมากขึ้น เนื่องจากลำต้น ใต้ดินหรือเหง้า มีสารอัลคาลอยด์ลูมิคอลชิซินในรากมีสารซูเปอร์นินใบและเปลือกหุ้มเมล็ดมีสาร คอลชิซิน และนอกจากนี้ยังมีสาร อัลคาลอยด์อื่นๆ อีกหลายชนิด แต่ที่พบมากและมีปริมาณสูงกว่าอัลคาลอยด์ชนิดอื่น คือ คอลชิซิน ซึ่งการแพทย์ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิดในคน โรคไขข้ออักเสบ โรคไขข้อหรือรูมาติซึม โรคเรื้อน คุดทะราด และโรคอื่นๆ อีกหลายชนิด ในทางตรงกันข้ามสารคอลชิซิน จัดว่าเป็นสารพิษชนิดหนึ่งซึ่งถ้ารับประทานเข้าไปมาก (3มิลลิกรัม) จะทำให้หมดสติ การหายใจติดขัด ทำให้ถึงตายได้ และคอลชิซิน ยังเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคอีกหลายชนิด เช่นอหิวาตกโรค(Cholera)

โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ (Typhus) บริแกต ดิซีส (Brigat’s disease) ปวดท้องรุนแรง(Colic) และระคายเคืองผิวหนัง (Skin complaints) เป็นต้น

ไม้ประดับในบ้านอันตรายกว่าที่คิด

16

จริงอยู่ว่าการเอาไม้ประดับสวย ๆ มาตกแต่งในบ้าน จะช่วยให้บ้านดูสดชื่นร่มรื่นสบายตาขึ้น แต่บางทีไม้ประดับที่ดูสวยงามเหล่านั้นก็มาพร้อมอันตรายอย่างคาดไม่ถึงด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ และสัตว์เลี้ยงของคุณ ดังนั้นก่อนจะเอาไม้ประดับที่คุณโปรดปรานมาใช้เป็นของแต่งบ้าน ก็ลองมาอ่านข้อเสียที่กระปุกดอทคอมรวบรวมมาฝากกันก่อนนะคะ

1. แมลงน่าขนลุก

ก่อนจะนำต้นไม้เข้ามาในบ้าน ต้องแน่ใจด้วยนะว่ามันมาพร้อมแค่ชีวิตเดียวที่คุณต้องการจริง ๆ ไม่ใช่มีแขกไม่ได้รับเชิญติดมาด้วย อย่างพวกแมลงน่าขนลุกจำพวกแมงมุมอะไรพวกนี้ ซึ่งไม้ประดับที่คุณเอาเข้ามาอาจมีแมลงเหล่านี้ติดอยู่ด้วย หรือเป็นตัวดึงดูดแมลงเข้ามาในบ้านภายหลังก็ได้ และคุณคงไม่อยากอยู่ร่วมกับพวกมันให้เกิดอันตรายหรอกจริงไหม?

2. พิษร้ายที่ซ่อนอยู่

ใครว่าดอกไม้สวยหวานน่าทะนุถนอมเหมือนกันหมด บางดอกแม้จะมีสีสันหน้าตางดงาม แต่อาจมาพร้อมพิษร้ายที่แฝงอยู่ก็ได้ ซึ่งแม้พิษของมันอาจไม่มากพอจะทำร้ายคุณให้เป็นอันตราย แต่ก็อาจทำร้ายลูกน้อยที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงได้เหมือนกัน โดยจากการวิจัยของ American Association of Poison Control Centers พบว่าแม้กระทั่งดอกไม้ที่ดูน่าทะนุถนอมอย่างอาซาเลียหรือกุหลาบพันปี รวมทั้งดอกไฮเดรนเยียก็มีพิษซ่อนอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ

3. อาการภูมิแพ้ทรุดลงกว่าเดิม

สำหรับบ้านที่มีคนเป็นโรคภูมิแพ้อาศัยอยู่ด้วย ยิ่งต้องระวังเรื่องการเอาไม้ประดับเข้ามาแต่งบ้านขึ้นไปอีก เพราะละอองจากเกสรดอกไม้พวกนี้จะไปเป็นตัวการทำให้โรคภูมิแพ้ยิ่งทรุดลง จนยิ่งทรมานเสียเปล่า ๆ แถมพืชบางชนิดยังทำให้คนผิวแพ้ง่ายเกิดอาการระคายเคืองอย่างหนักได้อีกด้วย ทางที่ดีเอาไม้ประดับสวย ๆ พวกนี้ไว้นอกบ้านดีกว่านะ

4. บ่อเกิดของเชื้อรา

ต้นไม้ที่ถูกปลูกอยู่ในบ้านมักจะอับชื้น จากการที่ปลูกอยู่ในกระถางซึ่งไม่มีรูให้น้ำออก ผิดกับแบบที่ปลูกนอกบ้านซึ่งมีกระถางเจารูระบายน้ำลงพื้นดินไปได้เลย ต้นไม้ในบ้านจึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อราได้เป็นอย่างดี แถมหากรดน้ำมากเกินไปแล้วอบอยู่ในบ้าน ต้นไม้ก็อาจเป็นตัวการก่อกลิ่นเหม็นแทนที่จะสร้างความสดชื่นเสียด้วยซ้ำ

5. หนามแหลมคมจนทิ่มตำ

หลาย ๆ คนอาจนิยมปลูกกระบองเพชรเพราะเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่าย ไม่จำเป็นต้องคอยดูแลเอาใจใส่มาก หรือดอกกุหลาบสวย ๆ ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น แต่คุณเคยคิดหรือเปล่าว่าต้นไม้จำพวกนี้ก็มาพร้อมกับอันตรายด้วยเหมือนกัน เพราะหนามแหลมคมของมันอาจทำให้บาดเจ็บได้ โดยเฉพาะกับเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว หากเกิดหล่นใส่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้เลยทีเดียว

เชื่อหรือยังล่ะว่าการปลูกไม้ประดับในบ้านนั้นเป็นอันตรายมากกว่าที่ตาเห็น จนเราไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว ฉะนั้นถ้าอยากเติมสีเขียวให้บ้านจริง ๆ และยังไม่มั่นใจว่าจะปลูกดีหรือไม่ ก็ลองใช้รูปภาพแทนไปก่อน แล้วเก็บต้นไม้ดอกไม้สวย ๆ พวกนี้ไว้ตกแต่งสวนข้างนอกก็ได้นะจ๊ะ